วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ประชุมแนะแนว

            ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาและนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ - ๒๕๗๐ โดยกำหนดให้โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เพื่อปกป้องผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อเป็นการยกระดับมาตรการการป้องกันป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และบริหารจัดการความปลอดภัย  แก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มีประกาศ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ด้านความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ให้ความสำคัญในระบบดูแลคัดกรอง และช่วยเหลือ ด้านสุขภาพจิต โดยในข้อ ๓.๒ ระบุให้มีการส่งเสริมพัฒนาครูแนะแนว ครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการ ปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น รวมทั้งการดูแล ช่วยเหลือ ให้การปรึกษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ จึงได้กำหนดการประชุมทางไกลยกระดับการดูแลใจครูแนะแนว ครูที่ปรึกษาสู่การปฐมพยาบาลทางใจและให้การปรึกษานักเรียนผ่านระบบออนไลน์ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙  เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ผ่านช่องทางออนไลน์ ๓ ช่องทาง ในการนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต ๑ พิจารณาแล้วเพื่อการดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเกิดการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์  มายังโรงเรียนและบุคลากรในสังกัดเข้าร่วมการประชุมทางไกลฯ ในวันและเวลาดังกล่าว

สรุป.......             

การ ยกระดับการดูแลสุขภาพจิต ของบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนภายใต้บริบท สถานศึกษาปลอดภัย โดยสาระสำคัญระบุว่าครูทุกคนควรได้รับการพัฒนาทักษะ การปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid) เพื่อสร้างความสงบและปลอดภัยในห้องเรียน รวมถึงทำความเข้าใจเรื่อง บาดแผลทางใจ และการจัดการปัญหา การกลั่นแกล้งรังแก (Bully) อย่างถูกวิธี เนื้อหาเน้นย้ำถึงการสร้าง สัมพันธภาพที่ไว้วางใจ ผ่านการรับฟังอย่างไม่ตัดสิน และการดำเนินกิจกรรม Home Room เพื่อสังเกตอาการนักเรียนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการแนะนำการใช้งาน แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Hero OBEC Care เพื่อช่วยในการคัดกรองและส่งต่อผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังผู้เชี่ยวชาญได้อย่างทันท่วงที เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ห้องเรียนใจดี ที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีความสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคนในโรงเรียนอย่างยั่งยืน



10 นาทีทอง: คู่มือสร้างความสุขและการดูแลใจในห้องเรียน

แนวทางการจัดกิจกรรม "10 นาทีทองของโฮมรูม" (Homeroom) เป็นเครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังในการสร้างสัมพันธภาพและเฝ้าระวังดูแลจิตใจของนักเรียนในสถานศึกษา โดยสามารถแบ่งรูปแบบและแนวทางปฏิบัติเชิงลึกได้ดังนี้ค่ะ:

1. รูปแบบของ "10 นาทีทอง" ในสถานศึกษา

  • 10 นาทีทองในตอนเช้า (โดยครูที่ปรึกษา): เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันก่อนเริ่มเรียนคาบแรก เพื่อให้คุณครูได้เห็นภาพรวมสถานะของนักเรียนทุกคนในห้อง และตรวจเช็คความพร้อมทางใจก่อนเริ่มวันเรียน
  • 10 นาทีทองก่อนเริ่มคาบเรียน (โดยครูประจำวิชา): ชวนคุณครูผู้สอนทุกวิชาใช้เวลาสั้นๆ ก่อนสอนในการสังเกตอาการและเฝ้าระวังความผิดปกติของนักเรียน เพื่อดูว่าเด็กๆ พร้อมเรียนหรือไม่ เนื่องจากครูประจำวิชามักเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่สังเกตเห็นสัญญาณอันตรายหรือความไม่ปลอดภัยของเด็กได้ทันท่วงที

2. ไอเดียกิจกรรมเช็คอินใจใน 10 นาที (ปรับเปลี่ยนจากการเช็คชื่อปกติ)

คุณครูสามารถเปลี่ยนจากการเรียกชื่อเช็คชื่อแบบเดิมๆมาเป็น Student Wellbeing Check-in เพื่อให้นักเรียนได้สะท้อนความรู้สึกของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้:
  • เช็คอินด้วยระดับตัวเลข (1-5): แทนที่จะขานรับว่า "มาครับ/มาค่ะ" ให้เด็กๆ บอกระดับความสุขทางใจในวันนั้น เช่น "วันนี้ระดับพลังใจอยู่ที่ 4 ครับ" หรือ "วันนี้เหนื่อยนิดหน่อยอยู่ที่ระดับ 2 ค่ะ" วิธีนี้ช่วยให้เด็กฝึกประเมินอารมณ์ตนเอง และทำให้ครูรู้ว่าวันนี้ต้องเฝ้าระวังดูแลใครเป็นพิเศษ
  • กิจกรรม "ขอบคุณ" (Gratitude): ชวนเด็กๆ ขอบคุณสิ่งดีๆ สั้นๆ โดยคุณครูอาจเริ่มก่อนเป็นตัวอย่าง เช่น ขอบคุณหัวหน้าห้องที่ช่วยเช็ดกระดาน หรือขอบคุณนักเรียนทุกคนที่ตั้งใจเรียน แล้วเปิดโอกาสให้เด็กๆ ขอบคุณเพื่อนข้างๆ หรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นั้น การขอบคุณจะช่วยเปลี่ยนจุดโฟกัสให้เด็กมองเห็นแง่มุมที่งดงามรอบตัว และสร้างมวลพลังบวกในห้องเรียน
  • กิจกรรม "ฟังหัวใจกันและกัน": ชวนเด็กจับคู่หรือแบ่งกลุ่มเล็กๆ พูดคุยเรื่องความรู้สึกสั้นๆ โดยเน้นพฤติกรรมการรับฟังอย่างใส่ใจต่อกันโดยไม่ตัดสิน เพื่อให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง


  • 3. ประโยชน์ที่คุณครูจะได้รับจาก 10 นาทีนี้
  • จับสัญญาณเตือนภัยได้เร็ว: คุณครูจะสังเกตเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรมของนักเรียนได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการประเมินความเสี่ยงและเข้าช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์
  • สร้างความรู้สึกปลอดภัย (Safety Net): บรรยากาศการพูดคุยที่ผ่อนคลายและเป็นมิตรจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า "ที่นี่ปลอดภัย" และพร้อมที่จะบอกเล่าปัญหาเมื่อพวกเขารู้สึกไม่โอเคลดปัญหาการก
  • ลั่นแกล้ง (Bully): การรณรงค์ให้เด็กๆ ขอบคุณและรับฟังกันอย่างใส่ใจผ่านชีวิตประจำวัน จะช่วยสร้างบรรยากาศห้องเรียนที่ใจดีทดแทนพฤติกรรมรุนแรงหรือการล้อเลียนกันได้เป็นอย่างดี
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน ถือเป็น "หัวใจสำคัญ" และเป็นรากฐานของการดูแลสุขภาพจิต การปฐมพยาบาลทางใจ (PFA) รวมถึงการให้การปรึกษาในสถานศึกษา โดยมีแนวคิดหลัก เทคนิค และกระบวนการเชิงปฏิบัติที่วิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมแลกเปลี่ยนไว้ดังนี้ค่ะ:
1. "แต้มต่อ" ของคุณครูและความสำคัญของความไว้ใจ (Trusting)
  • คุณครูคือพื้นที่ปลอดภัยด่านแรก: คุณครูและสถานศึกษาเป็นบุคคลและสถานที่ที่เด็กใกล้ชิดและใช้เวลาอยู่ด้วยตลอดเวลา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ พบในงานวิจัยว่า เมื่อเด็กมีปัญหาหรือถูกกลั่นแกล้ง คุณครูมักเป็นคนแรกๆ ร่วมกับผู้ปกครองที่เด็กนึกถึง คุณครูจึงมี "แต้มต่อ" หรือความได้เปรียบมากกว่านักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เนื่องจากมีความคุ้นเคยและได้รับความไว้ใจจากเด็กอยู่แล้ว
  • ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trusting) คือรากฐาน: ผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการจากสัมพันธภาพที่ดีคือ "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยและกล้าเปิดใจนำไปสู่การช่วยเหลือในขั้นต่อๆ ไป
2. หลักการสำคัญ 3 ประการในการสร้างสัมพันธภาพ (โดย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์)
  • การฟังอย่างใส่ใจ (Listening with Full Attention): การฟังคือเครื่องมือสำคัญที่สุดที่สื่อสารให้เด็กรู้ว่า "เขาสำคัญจริงๆ" โดยคุณครูต้องฟังทั้งคำพูด สังเกตสีหน้า ท่าทาง และพฤติกรรม เพื่อให้เข้าใจทั้งเรื่องราวและความรู้สึกของเขา
  • การยอมรับโดยไม่ตัดสิน (Non-judgemental Acceptance): ยอมรับนักเรียนในแบบที่เขาเป็นโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมทั้งโอบรับและเมตตากรุณาต่อตนเองด้วย (Self-compassion) ยอมรับว่าครูเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีความเหนื่อยล้าหรือทำผิดพลาดได้ เพื่อช่วยลดความกดดันและลดความคาดหวังในตัวเองลง
  • การรับรู้และจัดการอารมณ์ตนเอง (Self-regulation): ก่อนจะมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก คุณครูต้องตระหนักรู้และจัดการอารมณ์ที่เหนื่อยล้าหรือขุ่นมัวของตนเองก่อน เพื่อไม่ให้อารมณ์นั้นส่งผลเสียต่อการปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน
3. เทคนิคการเชื่อมใจและเปิดประตูความเชื่อใจ (โดย พญ.ชดาพิมพ์ เผ่าสวัสดิ์)
  • สร้างความรู้สึกเป็น "พวกเดียวกัน": เริ่มต้นด้วยภาษากายที่นุ่มนวล เช่น การสบตา การพยักหน้า และรอยยิ้ม ร่วมฟังด้วยความเข้าใจในอารมณ์ของเด็กโดยไม่รีบตัดสินหรือตำหนิอารมณ์ของเขา
  • รักษาความลับและแจ้งก่อนส่งต่อ: เด็กต้องมั่นใจว่าเรื่องที่พูดคุยจะถูกเก็บเป็นความลับและทำให้เขารู้สึกปลอดภัย หากคุณครูจำเป็นต้องนำเรื่องนี้ไปคุยต่อกับผู้ปกครองหรือครูประจำชั้นเพื่อช่วยเหลือเด็ก จะต้องบอกและอธิบายให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อนเสมอ ว่าจะนำข้อมูลไปคุยต่อที่ไหน และเพื่อประโยชน์อย่างไรของตัวเขาเอง
  • หยิบยกจุดดีเพื่อสร้างตัวตน: สำหรับเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม การที่ครูมองหาและชื่นชมข้อดีเล็กๆ น้อยๆ ของเขา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกมีตัวตนในแง่ดี และเป็นประตูด่านแรกในการยอมรับเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับครู
4. การฟังที่เข้าถึงหัวใจผ่าน 3 ขั้นตอนย่อย (โดย พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์)
  • การสร้างสัมพันธภาพและการเยียวยาใจที่ทรงพลังที่สุดคือการ "ฟังหัวใจ" (ฟังความคิดและความรู้สึก เช่น โกรธ กลัว เสียใจ) มากกว่าการมุ่งเน้นสืบเสาะเรื่องราวหรือรายละเอียดของเหตุการณ์ เพราะการเล่าเรื่องราวซ้ำอาจเป็นการขยี้บาดแผลทางใจของเด็ก
  • กระบวนการฟังหัวใจประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อย: เข้าใจ ยอมรับ และสะท้อน
    • เข้าใจ: พยายามจับความรู้สึกข้างในใจของเด็ก
    • ยอมรับ: ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยกับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง แต่คือการยอมรับความจริงว่าในขณะนั้นเด็กกำลังคิดและรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
    • สะท้อน: เมื่อคุณครูจับอารมณ์ได้ชัดเจนและสะท้อนความรู้สึกนั้นกลับไปให้เด็กรับรู้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่อบอุ่นของการเชื่อมใจสัมพันธ์
5. การสร้าง "ห้องเรียนใจดี" ผ่านชีวิตประจำวัน
  • นอกจากการคุยรายบุคคลแล้ว ครูสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีในภาพรวมได้ผ่านกิจกรรม Homeroom หรือการปรับใช้กิจกรรมเช็คชื่อประจำวัน (Student Wellbeing Check-in) โดยเปลี่ยนจากการเช็คชื่อปกติ เป็นการถามไถ่ความสุขความทุกข์ หรือกิจกรรมขอบคุณสั้นๆ
  • รณรงค์ให้เกิด "พฤติกรรมการขอบคุณ" (Gratitude) และ "การรับฟังอย่างใส่ใจต่อกัน" ในห้องเรียน ซึ่งเป็นพฤติกรรมเชิงบวกที่จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความปลอดภัยทางใจอย่างแท้จริง แทนที่จะเน้นการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว
    ..................................................................


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ปฏิทินดำเนินงาน

รายงานการดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตรการฝึกอบรมนักเรียนให้เกิดทักษะการเผชิญเหตุแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

โรงเรียนบ้านหัวดอย สพป.เชียงราย เชต 1 วันที่ 23 และ 25 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. - 15.30 น. ..............................................